วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สงคราม พม่า - อังกฤษ


บทนำ
                การเข้าพม่าของชาติตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพม่าอย่างมาก ด้วยหลายฝ่ายมักจะมองถึงผลประประโยชน์ต่อตนเองที่จะได้รับเท่านั้น ด้วยความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์นี้เองจึงนำมาสู่สงคราม อันนำไปสู่การเสียเลือดเนื้อของประชาชนในประเทศอย่างประเมินค่ามิได้
สงครามระหว่างพม่ากับอังกฤษมีเริ่มต้นจากการหาผลประโยชน์ของชนบางกลุ่ม จนนำไปสู่การขัดแย้งแย่งชิงอำนาจ อันก่อให้เกิดสงครามตามมาในภายหลัง ซึ่งนำมาสู่แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพม่า เป็นปัญหาสืบต่อมาแม้กระทั่งปัจจุบัน
 
 

 
 
 
สงคราม พม่า - อังกฤษ
1)              เหตุที่นำพม่าไปสู่การตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
                เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๑๔๓ ฮอรันดาและอังกฤษได้เข้ามาทำการค้าขายทางประเทศตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่บริเวณที่เข้ามาทำการค้าขายมักจะมีโปรตุเกสค้าขายอยู่ก่อนแล้ว เมื่อฮอรันดาและอังกฤษเข้ามาจึงทำให้โปรตุเกส ซึ่งเคยอยู่ก่อนจำต้องออกไปเพราะสู้ทั้งสองประเทศไม่ได้ ต่อมาฝรั่งเศสเริ่มเข้ามา โดยเริ่มที่อินเดียก่อน ในเวลาต่อมาอังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ที่เมืองพะสิม ในประเทศพม่า ซึ่งในขณะนั้นพระเจ้าอลองพญาเป็นประมุขของประเทศ การเมืองพม่าในขณะนั้นยังไม่สู้ดีนักทำให้พระเจ้าอลองพญาจำต้องไปปราบปรามอยู่เรื่อยๆ โดยไม่ตรองว่าจะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์อังกฤษหรือไม่ เพราะว่าอังกฤษได้ผลประโยชน์จากเมืองนี้มาก จนกระทั่งปราบเมืองพะสิมสำเร็จ โดยพะสิมในขณะนั้นอยู่ในการปกครองของมอญ อังกฤษก็ขายปืนและกระสุนดินดำให้พม่าเป็นการตอบแทนที่ให้ความคุ้มครองต่ออังกฤษเป็นอย่างดี สาเหตุที่แท้จริงคือทั้งสองประเทศต้องการยึดครองพม่าทั้งประเทศ  จึงทำให้ทั้งสองประเทศต่างชิงไหวชิงพริบกันมาเรื่อยๆ เมื่อพระเจ้าอลองพญาชนะฝรั่งเศสก็เข้าข้างพม่า อังกฤษเปลี่ยนใจช่วยมอญ ครั้นพวกไทยใหญ่ก่อความวุ่นวายทำให้พระเจ้าอลองพญาต้องไปปราบ ฝรั่งเศสคิดว่าพระเจ้าอลองพญาจะแพ้จึงเปลี่ยนไปอยู่ฝ่ายมอญ ทำให้อังกฤษต้องไปอินเดีย โดยมีบริษัทอินเดียตะวันออกอยู่และสร้างสถานีในอินเดีย (มี ๓ ที่ด้วยกันคือ มัทราช บอมเบย์ และกัลกัตตา) แต่พระเจ้าอลองพญากลับรบชนะ ฝรั่งเศสจึงแก้ตัวโดยบอกกลับพม่าว่าฝ่ายอังกฤษต่างหากที่ช่วยมอญ เมื่อพระเจ้าอลองพญาได้ยินก็พิโรษสั่งให้ทำลายโรงงานของอังกฤษบนเกาะเนไกรส์และฆ่าชาวอังกฤษตายเกือบหมด ที่เป็นสิ่งแรกที่ทำให้พม่ากับอังกฤษมีข้อบาดหมางกัน
                สมัยพระเจ้าปดุง เมื่อพวกยะไข่ก่อกบฏ ถูกพระเจ้าปดุงปราบปราม กบฏสู้ไม่ได้จึงหนีเข้าสู่อินเดีย ทหารพม่าได้ติดตามเข้าไปโดยทางอังกฤษชี้แจงเหตุการณ์ แต่พม่าไม่ฟังเพราะเมื่อก่อนเกิดกบฏตนก็สามารถเข้าไปปราบปรามได้ทุกครั้ง ซึ่งอังกฤษก็ได้อดทนมากเช่นกันในเรื่องนี้ และในเวลาต่อมาทางพม่าบุกเข้าไปทำเรื่องยุ่งถึงแคว้นอัสสัมซึ่งอยู่ในความดูแลของอังกฤษ จนทำให้ทั้งสองประเทศเกิดสงครามแต่พระเจ้าปดุง


เกิดสวรรคตเสียก่อน เหตุการณ์เหล่านี้จึงถือได้ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดสงครามระหว่างอังกฤษและพม่า


 
2)              สงครามอังกฤษกับพม่า ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๖๗
                อังกฤษได้พบว่าพม่ามีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองสำคัญทางการค้าขาย ก็เพราะจากทางภาคใต้ของพม่าเป็นท่าเรืออย่างดี มีเมืองเมาะตะมะ เมืองมะริด ที่สามารถเดินทางเข้าสู่ไทยได้ และยังสามารถลงไปทางใต้ติดกับมลายูอีก ส่วนภายในพม่าก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ และยังเป็นเส้นทางเข้าสู่ประเทศจีน อันเป็นสิ่งที่อังกฤษกับฝรั่งเศสกำลังแข่งขันกัน และอังกฤษยังต้องการตลาดเพื่อการค้าของตน การที่พม่าผนวกพรมแดนต่างๆที่ใกล้อินเดีย และมีท่าทีบุกรุกถึงเบงกอล อันเป็นศูนย์กลางบัญชาการค้า อังกฤษจึงจำเป็นต้องขัดชวาง และในขณะที่พม่าติดต่อกับฝรั่งเศส อังกฤษต้องติดต่อและได้รับสิทธิต่างๆเหมือนกัน โดยอังกฤษขอส่งผู้แทนการค้าประจำเมืองหลวงของพม่าบ้าง ซึ่งเป็นการกีดกันฝรั่งเศสและปกป้องพม่าจากอิทธิพลของฝรั่งเศส การขอส่งทูตผู้แทนเจรจาขอตั้งบริษัทและทำการค้ากับพม่านั้นไม่ประสบผลสำเร็จเพราะพระเจ้าปดุงไม่พอพระทัยอังกฤษ เพราะอังกฤษไม่สามารถจับกบฏยะไข่ที่หนีเข้าไปในชายแดนของอังกฤษมาได้ อีกทั้งพม่าคิดว่าการมาของอังกฤษคงเป็นไปเพื่อการครอบครองเป็นอาณานิคมซึ่งจากสาเหตุนี้ก็ทำให้เกิด สงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าในครั้งที่ ๑ นี้ขึ้นและมาจากปัจจัยอื่นๆอีกด้วย คือ ชาวอังกฤษมองว่าการติดต่อกับราชสำนักเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะประเพณีการเข้าเฝ้ากษัตริย์เป็นสิ่งที่ยุ่งยากแก่ตนและเหล่ากษัตริย์ก็มักจะเย่อหยิ่งและทางอังกฤษเกรงในอิทธิพลทางการค้าของฝรั่งเศสและยังเป็นผลมาจากการขยายอำนาจของราชวงศ์คองบอง นับตั้งแต่กษัตริย์องค์แรกเลยคือ พระเจ้าอลองพญา จนกษัตริย์องค์ที่ ๗ คือ พระเจ้าบายีดอ ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าอลองพญา สาเหตุก็จากกว่าครึ่งศตวรรษของพม่านั้นได้พยายามขยายพรมดินแดนทางด้านตะวันตกมากเกินไป จนในที่สุดได้เข้าประชิดจิตตะกองซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ผลจากการรบของราชวงศ์คองบองในครั้งนั้น ทำให้ผู้คนแถบพรมแดนได้อพยพเข้าไปอยู่ในเขตของอังกฤษมากขึ้น ซึ่งทหารพม่าติดตามเข้าไปเพื่อที่จะนำคนเหล่านี้กลับออกมาโดยคิดว่าคนเหล่านั้นคือเชลยของตน ทำให้เกิดข้อบาดหมางขึ้น  ซึ่งในด้านของอังกฤษก็มีปัญหาทางด้านการขยายอิทธิพลของตนเพื่อที่จะได้มีเส้นทางในการเข้าไปทำการค้าขายกับจีน ในขณะเดียวกันก็กังวลฝรั่งเศสที่เป็นคู่แข่ง   การปะทะกันระหว่างอังกฤษกับพม่าในครั้งนี้อาจบอกได้ว่าทั้งสองต่างก็มีความเป็นเจ้าของแผ่นดินพอๆกัน
                สงครามครั้งแรกนี้อังกฤษเริ่มด้วยสงครามทางเรือ อังกฤษยกทัพของตนพร้อมทหารประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน เข้าโจมตีย่างกุ้ง อังกฤษใช้เวลาอยู่ ๖ เดือนถึงตีเมืองได้ ทางด้านพม่ามีกองทัพที่มากกว่าคือประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน แต่กองทัพพม่าก็รวนเรมาก คือไม่เข้าใจว่าอังกฤษจะมาทางเรือหรือทางบก ซึ่งที่จริงแล้วพม่าคิดว่าอังกฤษจะมาทางบก คือถ้าไม่ทางยะไข่ก็ทางอัสสัมมากกว่าทางเรือ สงครามยืดเยื่อถึง ๒ ปี ซึ่งทางอังกฤษยกพลมาเพิ่มเติมทางบก และรุกเข้าไปจนถึงเมืองแปร จนทำให้พม่าต้องสงบศึก และตกลงทำสนธิสัญญากันเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๓๖๙
                จากสนธิดังกล่าวทำให้พม่าต้องเสียดินแดนชายทะเลให้แก่อังกฤษเป็นจำนวนมาก คือดินแดนด้านยะไข่จรดพม่าตอนล่าง กับดินแดนแถบตะนาวศรี เว้นไว้แต่ดินแดนแถบย่างกุ้ง เมาะตะมะซึ่งอยู่ในอำนาจพม่าอยู่ ทำให้อังกฤษสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือจากอินเดียมาสู่แหลมมลายูได้ค่อนข้างง่าย
                ใจความสนธิสัญญาที่ทำกันที่เมืองยันดาโบ เมื่อวันที่  ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๖๙ กล่าวโดยเข้าใจประมาณนี้
๑.       พม่ายอมไม่เข้าไปยุ่งหรืออะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับแคว้นอัสสัมมณีปุระและอินเดียอีกต่อไป
๒.      พม่ายินยอมยกแคว้นยะไข่และดินแดนที่อังกฤษตีได้ คือ เมืองทวาย ตะนาวศรี มะริด กับเกาะที่ขึ้นอยู่กับหัวเมืองนี้ เริ่มตั้งแต่ฝั่งใต้ของแม่น้ำสาละวินลงไปให้อังกฤษ
๓.      พม่าจะต้องใช้เงินเป็นค่าเสียหายแก่อังกฤษ ๑๐ ล้านรูปี โดยผ่อนใช้ ๔ งวด
๔.      พม่ากับอังกฤษจะทำไมตรีทางการค้าขายแก่กันและกัน
 
                จากสงครามครั้งนี้ถือว่าเป็นความผิดพลาดทางการวางแผนของอังกฤษ แม้จะได้รับชัยชนะก็ตามแต่ก็เสียทหารของตนไปมาก อังกฤษใช้ทหารทั้งทางบกและทางเรือใช้ทหารประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน ตายในสงคราม ประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้คือตายในสนามรบเป็นเพียง ๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนใหญ่ตายด้วยโรคภัยและอาหาร ซึ่งผลของสงครามครั้งนี้ทำให้พม่ามองอังกฤษในทางศัตรูมากกว่ามิตร เพราะทำให้พม่าเสียหน้าและศักดิ์ศรีของชาติ
3)              สงครามอังกฤษกับพม่า ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๙๕
                หลังจากที่อังกฤษรบชนะจีนในสงครามฝิ่น จีนถูกบังคับให้เปิดเมืองท่าสำคัญๆ ใช้ชาวยุโรปค้าขายโดยเสรี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เมืองย่างกุ้งของพม่าคึกคักมากขึ้น มีประชากรเพิ่มมากขึ้นชาวต่างชาติต่างเข้ามาค้าขายในเมืองอย่างเนืองแน่น นอกจากย่างกุ้งมีฐานะเป็นเมืองท่าสินค้าไปสู่จีนแล้ว เส้นทางลัดจากพม่าเข้าสู่ ยูนาน นั้นก็เป็นที่สนใจของฝรั่งเศสและอังกฤษด้วย ซึ่งพ่อค้าส่วนใหญ่จะพยามหลีกเลี่ยงภาษี ฝ่าฝืนไม่ยอมจ่ายค่าเดินเรือและค่าธรรมเนีมต่างๆ แต่สำหรับอังกฤษกับอเมริกา กลับเห็นว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรมจากหม่องอ๊อค ข้าหลวงแห่งย่างกุ้งที่ หาทางบีบคั้นด้วยการเก็บภาษีและฉ้อฉลด้วยวิธีต่างๆ อันเป็นสาเหตุของสงครามครั้งที่ ๒ และยังมาจากการที่จีนถูกบังคับให้เปิดเมืองท่าแก่นานาชาติ การแข่งขันระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสทำให้อเมริกามีส่วนร่วมในการค้าขายกับจีนด้วย จึงทำให้อังกฤษอยากได้พม่าทั้งหมด เพราะทางอังกฤษเองสนใจทางประตูหลังกับจีนผ่านพม่า สงครามครั้งนี้มีชื่อว่า สงครามดัลเฮาซ โดยเริ่มจากการยึดเมืองแปร หงสาวดีและลุ่มแม่น้ำอิรวดีไว้ทั้งหมด รวมถึงย่างกุ้งและเมาะตะมะ เพื่อต้องการรวมดินแดนอาระกันและตะนาวศรีเข้าไว้ด้วยกัน โดยอังกฤษได้ดินแดนชายแดนชายทะเลยะไข่และตะนาวศรีไปแล้ว ดูเหมือนการผนวกดินแดนส่วนอื่นก็ตามชิดกันมาขบวนการในระยะแรก ดินแดนยะไข่และตะนาวศรีดูจะไม่เกิดผลประโยชน์โดยตรงต่ออังกฤษ ดินแดนยะไข่เป็นเพียงเครื่องประกันว่าพม่าจะไม่ล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนของอังกฤษแถบเบงกอล ส่วนทางตะนาวศรีก็มีความสำคัญเป็นเพียงแหล่งไม้สักเท่านั้นเองกับเป็นอ่าวสามารถเก็บกองทัพเรือของอังกฤษได้ ในการขับเคี่ยวกับฝรั่งเศสที่ต่างก็อยากเป็นเจ้าของน่านน้ำมหาสมุทรอินเดีย การที่อังกฤษไม่ยึดครองเมืองสำคัญ เช่น ย่างกุ้ง ก็เพราะว่าอังกฤษทำให้พม่าสามารถมีทางออกสู่ทะเลได้และพม่ายังสามารถควบคุมเส้นทางทางการค้าระหว่างพม่าตอนบนกับพม่าตอนล่างได้โดยผ่านแม่น้ำ        อิระวดี เพราะอังกฤษถือเป็นสาเหตุใหญ่ที่จะทำสงครามและก็รุกเข้ายึดในดินแดนทางสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ  อิระวดีไว้ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหมายความว่าดินแดนพม่าตอนล่างทั้งหมดตลอดจนดินแดนชายทะเลตกเป็นของอังกฤษ ทำให้พม่าตอนบนถูกตัดขาด เหลือไว้แต่เพียงบริเวณที่เป็นศูนย์กลางอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นการเมืองพม่ากับยุ่งเหยิง โดยพระอนุชาของกษัตริย์พุกามทรงพระนามว่า เมนดงมินทร์ ได้ยึดอำนาจและครองราชย์แทน อังกฤษต้องไปขอเจรจาและส่งทูตไปทำสัญญาค้าขายใหม่ ณ เมืองอมรปุระ พม่าได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นอันว่าในสมัยนี้นับว่าบ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย
 
4)              สงครามอังกฤษกับพม่าครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๒๘
                ผลจากการเสียเมืองหงสาวดีมีผลกระทบต่อพม่าเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอำนาจทางทหารของพม่าได้สิ้นสุดลง และเป็นอันตรายอันใหญ่หลวงต่อความมั่นคงปลอดภัยของราชสำนักพม่าจากศัตรู ทั้งภายในอาณาจักรและศัตรูที่มาจากภายนอก เพราะตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๘๙ เป็นต้นมา พม่าก็ถูกตัดขาดจากการติดต่อทางทะเลและถูกปิดล้อมซึ่งเท่ากับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก รวมทั้งถูกปิดหูปิดตาจากอิทธิพลทางวิชาการสมัยใหม่ของโลกตะวันตกอีกด้วย แต่พม่าก็เป็นประเทศที่อยู่กับขนบธรรมเนียมประเพณีและแบบแผนของตนมากขึ้น โดยเฉพาะในราชสำนักได้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมากขึ้นเกี่ยวกับประเพณีต่างๆ จึงดูเหมือนว่าจะไม่พยายามติดต่อผูกไมตรีหรือสนใจโลกภายนอก จนกระทั่งได้มีการเซ็นสัญญาการค้าระหว่างอังกฤษกับพม่า ๒ ครั้ง ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๕ แต่ทางอังกฤษไม่พอใจ เพราะกษัตริย์พม่ายังคงมีการผูกขาดการค้าตามประเพณีโบราณนอกจากนั้นกษัตริย์พม่ายังมีอำนาจควบคุมสินค้าเข้าออกอยู่ จึงทำให้มีการเซ็นสัญญาขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๑๐ ซึ่งการเซ็นครั้งนี้อาจจะนำไปสู่การขยายจักรวรรดิของอังกฤษก็เป็นได้ แต่อย่างใดก็ตามพระเจ้ามินดง ก็ได้พยายามปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยและมั่นคงยิ่งขึ้น พระองค์ได้ติดต่อกับชาติตะวันตกอื่นๆ ซึ่งในที่นี้ได้หมายรวมถึงฝรั่งเศสด้วย ซึ่งในขณะนั้นอังกฤษก็สนใจที่จะขยายดินแดนไปทางพม่าตอนบนเพื่อรวมเป็นหนึ่งอย่างชัดเจน และยังสนใจที่จะทำเส้นทางการค้าเข้าสู่ยูนานของจีนโดยผ่านทางสายพะโม ที่อยู่พม่าตอนบน เป็นระยะเดียวกันกับฝรั่งเศสกำลังขยายตัวเข้าสู่ยูนานเช่นกัน โดยใช้เส้นทางสายแม่น้ำแดงในเวียดนาม ประกอบกับสมัยพระเจ้ามินดง    ทำสัญญาการค้ากับฝรั่งเศส อังกฤษจึงไม่พอใจเกรงว่าฝรั่งเศสจะขยายอำนาจเข้ามามีอิทธิพลในพม่าเหนืออังกฤษ
                พระเจ้ามินดง สามารถรักษาดินแดนตอนบนของพม่าเอาไว้ได้ แต่เมื่อโอรสคือ พระเจ้าธีบอ         ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. ๒๔๒๑ กลับทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลง คือ  ในยุคนี้อังกฤษและพม่าเกิดข้อบาดหมางกันมากขึ้น ทำให้ประชาชนไม่พอใจ จนกระทั่งอังกฤษขอทำสัญญาใหม่แต่พม่าไม่ยอม และนอกจากนั้นพม่ายังคบคิดกับฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในพม่ามากเช่นเดียวกัน ได้ตกลงให้ฝรั่งเศสสามารถสร้างถนนบางสายในพม่าตอนบนได้ พม่าพยายามจะยึดเอาฝรั่งเศสเป็นที่พึ่งเพื่อกำจัดอิทธิพลของอังกฤษออกไป นอกจากนั้นพม่ายังไม่พอใจบริษัทของอังกฤษที่ทำผิดสัญญาในเรื่องการขายไม้สัก จึงเรียกค่าปรับ ๒,๓๐๐,๐๐๐ รูปี แต่ทางบริษัทไม่ยอม พม่าจึงยึดไม้สักไว้ไม่ส่งอีก ทั้งยังเพิกถอนสัญญาอีกด้วย ทางบริษัทจึงเรียกร้องให้ทางรัฐบาลอังกฤษช่วย อังกฤษจึงขอพม่าตั้งอนุญาโตตุลาการพิพากษาคดีใหม่ แต่พม่าปฏิเสธยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงท่าทีว่าจะจัดการให้ฝรั่งเศสเป็นคนทำสิ่งนี้เอง
เมื่อพม่าปฏิเสธอังกฤษก็ยื่นคำขาดในวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ว่าจะจัดการเรื่องบริษัทของเขาเอง ห้ามพม่าเกี่ยวข้องและยังแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดด้วยว่า ถ้าหากพม่าจะทำสัมพันธไมตรีกับชาติใดต่อไปอังกฤษจะต้องรู้เห็นด้วย เมื่อรับคำขาดจากอังกฤษพม่าก็ประชุมกันเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ว่าจะยอมทำตามหรือไม่หรือจะปฏิเสธ แต่ถ้าปฏิเสธก็หมายความว่าจะต้องรบแน่นอน แต่แล้วที่สุดมติของที่ประชุมก็ถือเอาหลักปฏิเสธ ดังนั้นสงครามระหว่างพม่ากับอังกฤษจึงเกิดขึ้นในที่สุด  
ในที่สุดพม่าก็ถูกยึดเมืองหลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ทั้งนี้สืบจากการที่พระเจ้าธีบอ ผู้ดำเนินนโยบายผิดพลาด ทรงเป็นกษัตริย์ที่ถูกกล่าวว่าโหดร้าย ทารุณ เข้ามามีอำนาจด้วยการแย่งชิงราชสมบัติ ประหาร      ขุนนางพม่าอย่างมากมาย เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอตกอยู่ภายใต้อำนาจของพระราชินีคือ พระนางศุภยลัต
หรืออาจกล่าวได้ว่ากษัตริย์พระองค์นี้ตกอยู่ภายใต้ความเมาในสตรีและไร้ซึ่งความสามารถก็ว่าได้ ทำให้พม่าทั้งประเทศตกเป็นของอังกฤษทั้งหมดซึ่งถือว่าเป็นอาณานิคมของอังกฤษโดยสมบูรณ์   พระเจ้าธีบอและ     พระมเหสีถูกเนรเทศไปอยู่อินเดีย นับเป็นการสิ้นสุดระบบกษัตริย์ในพม่า
 
5)              การปกครองพม่าภายใต้อำนาจของอังกฤษ
                ในการปกครองของอังกฤษต่อพม่า คือ พม่าเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของอินเดีย ที่อังกฤษได้ทำเช่นนี้นั้นก็เป็นไปเพื่อการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของอังกฤษเพราะไม่ต้องการให้พม่าก่อความวุ่นวายหรือปัญหายุ่งยากแก่อังกฤษขึ้นได้และลดอำนาจความเข้มแข็งของพม่าลง มิหนำซ้ำคือยังยกเลิกระบบกษัตริย์ที่เคยรุ่งเรืองมาในประวัติศาสตร์อันยาวนานของพม่า ซึ่งเป็นการทำลายสถาบันที่เป็นศูนย์อำนาจทุกๆ ด้านของพม่าให้สิ้นสุดลงได้
การปกครองพม่าหลังจากที่ยุบพม่าเป็นเพียงมณฑลแล้ว รัฐบาลอาณานิคมที่อินเดียได้ยกเลิกระบบเดิมของพม่า เช่น ระบบเจ้าเมืองเดิมเหลือไว้แต่ระดับผู้ใหญ่บ้าน แล้วตั้งข้าราชการของตนปกครองแทนในระบบราชการใหม่ ในระยะต่อมาอังกฤษได้ปรับปรุงการปกครองใหม่โดยนำเอาระบบไดอาซี มาใช้ในระบบทวิภาค ซึ่งเป็นการแบบผสมผสาน โดยแบ่งหน้าที่กันระหว่างข้าหลวงอังกฤษกับข้าหลวงชาวพื้นเมือง คือ อินเดียกับพม่า ซึ่งใช้เฉพาะในเขตสำคัญ ๙ เขต ของอินเดียซึ่งพม่ารวมอยู่ด้วยซึ่งเขตของพม่าก็ปกครองระบบนี้ด้วย โดยอังกฤษก็ส่งข้าหลวงใหญ่ซึ่งเป็นชาวอังกฤษมาประจำกรุงย่างกุ้ง ขึ้นกับผู้สำเร็จราชการในอินเดียซึ่งหน่วยงานบริหารที่อังกฤษจัดในระยะนี้ มีหน่วยราชการบริหารแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ
                ๑. อำนาจที่รัฐบาลอังกฤษในอินเดียควบคุมบริหารเอง คือ การบริหารส่วนกลาง ศาล ภาษี ตำรวจ การต่างประเทศ การคลังซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบร่วมกันของข้าหลวงอังกฤษกับสภาบริหาร
๒. อำนาจที่อังกฤษโอนให้ดำเนินการเอง คือ การศึกษา สาธารณสุข เกษตร ป่าไม้                         การสาธารณูปโภค ยอมให้ชาวพื้นเมือง (อินเดียกับพม่า) ร่วมบริหารอยู่ด้วย โดยมีรัฐมนตรีเป็นชาวอินเดียและตำแหน่งรองลงมาจึงเป็นพม่า ดังนั้นพม่าจึงอยู่ในฐานะรองจากอินเดีย จึงทำให้เกิดการเรียกร้องขอแยกตัวออกจากอินเดียมาปกครองตนเอง เพราะในระยะนี้ชาวอินเดียมีอิสระที่จะเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพม่าได้ จึงทำให้มีชาวอินเดียเข้ามาอยู่ในพม่ามาก พร้อมมีบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ พม่าจึงไม่พอใจ เกรงว่าพม่าจะกลายเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย ขบวนการชาตินิยมจึงเรียกร้องขอแยกตัวออกจากอินเดีย อังกฤษจึงยอมให้พม่าแยกออกจากอินเดีย
การปกครองนับตั้งแต่พม่าแยกตัวออกมาจากอินเดีย อังกฤษก็ออก พ.ร.บ.ชื่อ Government of  Burma Act ใช้ในการปกครองพม่าแท้เท่านั้น โดยมี ยะไข่ ตะนาวศรี พะโค อิระวดี มัณฑะเลย์ สะแกรง      มักติกา มินบู แล้วแยกชนกลุ่มน้อยออกจากพม่าแท้ เป็นนโยบาย ไดวิด และ รูลล์ โดยกำหนดให้มี ๒ สภาบริหาร คือ สภาสูงมีสมาชิก ๓๖ คน ข้าหลวงอังกฤษแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งของสภาต่ำอีกครึ่งหนึ่ง ในจำนวนนี้ต้องมีชาวอังกฤษ ๔ คน ส่วนสภาต่ำ(สภาผู้แทนราษฎร) มีสมาชิก ๑๓๒ คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด การบริหารมีคณะรัฐมนตรีเลือกจากพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก โดยชุดแรกมี ดร.บามอว์ จากพรรคคนจน เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก ๙ คน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เป็นเพียงรัฐบาลหุ่นเชิดของอังกฤษเพราะการบริหารอยู่ภายใต้การดูแลของข้าหลวงใหญ่อังกฤษเป็นผู้คุมนโยบายทางด้าน การทหาร การคลัง                การต่างประเทศ ดังนั้นในระยะนี้พม่าจึงได้เรียนรู้ระบบการปกครองจากอังกฤษเพื่อที่จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ รู้จักการตั้งพรรคการเมือง การเลือกผู้แทน และการมีส่วนร่วมในการปกครอง ส่วนชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใช่พม่าแท้ เช่น ไทยใหญ่ เคเรนนิ คะฉิ่น ชิน อังกฤษได้แยกปกครองออกจากพม่าแท้ โดยให้ผู้ครองรัฐชนพื้นเมืองปกครองอยู่ภายใต้การดูแลควบคุมของข้าหลวงอังกฤษประจำพม่า
 
ทางด้านเศรษฐกิจ อังกฤษได้ใช้นโยบายการค้าแบบเสรี สนับสนุนเอกชนลงทุนได้โดยไม่มีนโยบายสงวนสิทธิบางอย่างแก่พม่าเลย โดยได้ปล่อยให้ชาวอินเดีย จีน เข้ามาแข่งขันการจับจองพื้นที่ดินและลงทุนจึงเข้ามาแย่งอาชีพจากชาวพม่า เพราะชาวพม่าส่วนใหญ่เป็นชาวนาและทำเกษตรกรรมพอเลี้ยงตัวเอง ทักษะมีน้อย ทำให้อาชีพต่างๆจึงตกไปอยู่ในมือของชาวจีน อินเดีย และอังกฤษ พวกนี้จึงเป็นนายทุนเงินกู้ด้วย      โดยอังกฤษได้นำวิทยาการใหม่เข้ามาใช้ในพม่าไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้าน เกษตรกรรม และ อุตสาหกรรม ทำให้ทรัพยากรถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ พม่าจึงขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจอย่างมากโดยการนำของอังกฤษ สินค้าที่ส่งออกที่สำคัญก็ได้แก่
ข้าว ส่งออกมากที่สุดโดยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ พม่าเป็นประเทศที่ส่งออกเข้าเป็นรายใหญ่ของโลกหรืออันดับหนึ่งนั้นเอง
ป่าไม้ พม่ามีพื้นที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ทั้งหมด ไม้สักพม่ามีคุณภาพดีมาก และอังกฤษยังได้นำพันธุ์พืชใหม่ๆ เข้ามาปลูกขยายและใช้ในการทำอุตสาหกรรม กระดาษ เช่น ไม้ไผ่ ไม้ซุงแปรรูป เป็นต้น
น้ำมัน พบมากในตอนกลางแถบอิระวดี อังกฤษเข้ามาทำอุตสาหกรรมน้ำมันได้ส่งออกแต่ไม่มากนัก นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุสำคัญ เช่น หยก ตะกั่ว เงิน พลอย ทับทิม วุลแฟรม แต่ธุรกิจต่างๆ เหล่านี้ผู้ที่เป็นเจ้าของหรือได้รับผลประโยชน์จริงๆคือ ชาวอังกฤษ อินเดีย จีน มากกว่าชาวพม่า ซึ่งชาวพม่า ๘๕ เปอร์เซ็นต์ยังเป็นเกษตรกรรมที่ยังยากจนอยู่ อันเป็นปัญหาสำคัญมาจากการที่พม่าเป็นผู้ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกขณะนั้น ซึ่งสิ่งนี้ได้นำมาสู่ปัญหาการเช่าที่ดิน การกู้หนี้ยืมสิน และการถูกไล่ออกจากที่ดินทำกินของตนเองในที่สุด
 
ทางด้านการศึกษาและศาสนา เดิมทีชาวพม่าเป็นคนที่เคร่งครัดในเรื่องความเชื่อทางด้านศาสนามาก แต่พออังกฤษเข้ามาปกครองซี่งไม่สนใจหรืออุปถัมภ์ศาสนา อำนาจของพระสงฆ์ที่เคยมีอยู่ก็หมดไปทำให้พระสงฆ์ไม่พอใจ จึงกลายมาเป็นผู้นำในการต่อต้านอังกฤษ จึงเกิดเป็นเหตุให้มีการประท้วงเกิดขึ้นโดยผู้นำคือพระสงฆ์ ซึ่งการต่อสู้ของพระสงฆ์นี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักชาตินิยมพม่าเกิดฮึกเหิมและกล้าต่อสู้   ต่ออำนาจการปกครองของอังกฤษมากขึ้น ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางราชการของพม่า แต่ตามท้องตลาดส่วนใหญ่มักจะใช้ภาษทมิฬอย่างแพร่หลาย ซึ่งภาษาพม่าและภาษาศาสนาได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เมื่อนักชาตินิยมต่อสู้เพื่อขับไล่อังกฤษออกไปจากพม่า ในเดิมทีวัดเป็นสถาบันทางการศึกษา โดยพระสงฆ์เป็นผู้จัดให้แก่เยาวชน เมื่ออังกฤษเข้ามาปกครอง การศึกษาในระยะแรกเกิดจากพวกหมอสอนศาสนาจัดตั้งขึ้นก่อน  ส่วนรัฐบาลอังกฤษก็มาจัดการศึกษาทั้งระดับ ประถม มัธยม วิทยาลัย โดยในระยะแรกมุ่งสอนภาษาอังกฤษและ จัดการศึกษาเพื่อฝึกคนออกมารับราชการ ซึ่งผู้ที่รับราชการก็จะต้องจบจากโรงเรียนของอังกฤษตั้งขึ้น ทำให้ชาวพม่าที่นิยมรับราชการมากกว่าทำอย่างอื่นหันมาเข้าโรงเรียนของอังกฤษ โรงเรียนวัดจึงไม่ค่อยมีคนสนใจเช่นเดิม ต่อมาเกิดมหาวิทยาลัยย่างกุ้งอันเกิดจาการรวมตัวของมหาวิทยาลัยกัลกัตตากับวิทยาลัยแบบติสท์    ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางของชนชั้นปัญญาชนรุ่นใหม่ ที่ในระยะหลังได้รวมตัวกันต่อต้านอังกฤษเพื่อเอกราชของพม่า ในมหาวิทยาลัยนี้ยอมให้นักศึกษาแต่งกายตามแบบชาติของตน โดยเปิดสอนในรายวิชาแขนงต่างๆ
               
               
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                   
 
 
 
สรุป
                การปกครองในพม่าทั้งอดีตจะปกครองแบบนครรัฐโดยเป็นรัฐอิสระต่อกันจนถึงสมัยพุกาม จึงได้มีการเริ่มรวบรวมรัฐต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักร ซึ่งระบบในการปกครองเกิดจากความเชื่อ คือ เชื่อว่ากษัตริย์ทรงเป็นเทวราชาหรือสมมุติเทพ ซึ่งในสมัยนี้ได้มีการสร้างอาณาจักรขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในลุ่มน้ำอิระวดี โดยอาณาจักรเจริญรุ่งเรื่องได้เพียงในระยะเวลา 200 กว่าปีจึงถูกมองโกลเข้าทำลาย ราชอาณาจักรจึงล่มสลาย แม้ในสมัยต่อมาก็ได้ริเริ่มรวบรวมพม่าขึ้นอีกครั้งภายใต้ราชวงศ์ตองอู การรวมอาณาจักรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเสื่อมสลายด้วยสาเหตุจากการที่หัวเมืองต่างๆได้ก่อกบฏทำให้อาณาจักรเสื่อมอำนาจลง จนในรัชสมัยราชวงศ์คองบองได้ขึ้นมามีอำนาจ จนสามารถรวมอาณาจักรขึ้นมา แต่ก็อยู่ในช่วงที่ชาติตะวันตกกำลังล่าอาณานิคม ทำให้เกิดข้อบาดหมางกับชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษ การเข้ามาของอังกฤษก็เพื่อครอบครองมหาสมุทรอินเดีย โดยหลักคือเพื่อการค้า การเข้ามาในครั้งนี้ของอังกฤษจนทำให้เกิดสงครามกับพม่าถึง 3 ครั้ง จนทำให้พม่าเสียเอกราช ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในที่สุด ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เข้ามายึดครองพม่าเพื่อลบล้างอำนาจเก่า ทำให้พม่าต่อสู้เพื่อที่จะได้รับเอกราชจากอังกฤษในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามอังกฤษได้เข้ามาเพื่อปลดปล่อยพม่าจนได้รับเอกราชในที่สุด
 
               
                           
 
 
 
 
 
บรรณานุกรม
                หม่อง ทินอ่อง. ประวัติศาสตร์พม่า. แปลโดย เพ็ชรี สุมิตร กรุงเทพฯ : โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2519.
                ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. พม่า ประวัติศาสตร์และการเมือง.กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2552.
                ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ. พม่า : อดีตและปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : โครงการตำรามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โรงพิมพ์แสงรุ้งการพิมพ์, 2526.
                ทองหล่อ วงษ์ธรรมา. ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2524.
                ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. สังเขปประวัติศาสตร์พม่า. กรุงเทพฯ : เอกสารหมายเลข 2/012 มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2525.